Forexthai.in.th ย่อให้

  • GBP/USD เกี่ยวข้องกับค่าเงินอังกฤษ GBP (ปอนด์) และ USD (ดอลลาร์)  ของอเมริกา
  • ช่วงที่ตลาดทั้ง London และ New York เปิด เป็นช่วงเวลาทับซ้อนกัน คือช่วงเวลาที่น่าเทรดที่สุด
  • เทรดเดอร์นิยมเทรด London Breakout เป็นเพราะเรื่องของ volatility พร้อมกับ price structure ที่เกิดขึ้นในแต่ละวัน
  • London Breakout เป็นการเน้นเทรดตอนตลาด London เปิด 1-3 ชั่วโมงแรก
  • การเทรดแนว demand/supply เป็นการเทรดด้วยการแกะรอยว่าขาใหญ่เปิดเทรดตรงไหน
  • การเทรดด้วย Correlation เน้นดู price structure ที่เป็น impulsive move เป็นหลัก

เรื่องน่ารู้ของ GBP/USD

คู่เงิน GBP/USD (GU) เป็นคู่เงินหลักอีกตัว ที่เทรดเดอร์ให้ความสนใจกันมาก เพราะเรื่องของ Volatility (ความผันผวน)ที่เกิดในแต่ละวัน ทั้งเรื่อง spread ก็น้อยเมื่อตอนตลาดเปิด เรื่องปริมาณการซื้อขายในแต่ละวัน ก็ค่อนข้างเยอะ

แม้ว่าตลาดจะเปิดให้เทรด 5 วัน 24 ขั่วโมงก็ตาม แต่ไม่ได้หมายความว่าทุกชั่วโมงน่าเทรด เพราะการเปิดเทรด มันเกี่ยวกับเรื่องของ Volatility (ความผันผวน) แต่ละชั่วโมงต่างกันออกไป

ก่อนที่จะเทรดจำเป็นต้องรู้ข้อมูลพื้นฐานเกี่ยวกับค่าเงินนั้นๆ และสิ่งที่มีอิทธิพลต่อการเคลื่อนไหวของราคา GBP/USD เกี่ยวข้องกับค่าเงินอังกฤษ GBP (ปอนด์) ต่อ USD (ดอลลาร์)ของอเมริกา ที่ถือว่าเป็นค่าเงินหลักๆ ของตลาดการเงินโลก ดังนั้นควรรู้ว่าอะไรก็ตามที่กระทบต่อค่าเงินทั้งสองก็กระทบต่อคู่เงิน GBP/USD ด้วย

GBP/USD กับช่วงตลาดเปิด

สิ่งแรกที่จำเป็นต้องรู้ ก่อนเทรดคู่เงินไหนๆก็ตามคือ ช่วงตลาดที่ค่าเงินนั้นๆเปิด เพราะแม้ว่าตลาด Forex จะเทรดได้ 24 ชั่วโมง 5 วันก็ตาม แต่การเทรดจำเป็นต้องรู้เรื่อง Volatility (ความผันผวน) จำเป็นต้องรู้ว่าตลาดที่เกี่ยวกับค่าเงินที่เทรดอยู่ช่วงไหน อย่างคู่เงิน GU เกี่ยวกับ GBP ที่เป็นค่าเงินจากตลาดยุโรป ก็ไปดูว่าตลาดยุโรปเปิดตอนไหน ปิดตอนไหน และตลาด USD หรือตลาด New York ว่าเปิด และปิดตอนไหน  

อย่างมองภาพด้านล่าง ช่วงตลาดในรูปจะเป็นข้อมูลจาก forexfactory ที่มีกำหนดเวลาเป็นเวลาไทย London หรือช่วงตลาดยุโรป เริ่มที่เวลา 14.00-23.00 และตลาดอเมริกาหรือ NY เริ่มเวลา 19.00-04.00 ของอีกวันเวลาบ้านเรา และช่วงเวลาที่คาบเกี่ยวกัน หรือที่ตลาดทั้งสองเปิดอยู่คือช่วง 19.00-23.00 ดูจากชาร์ตเปล่าที่แสดงพร้อมกับใส่ market sessions เข้าไปตรงกับเวลาที่กำหนดใน forexfactory จะเห็นว่าราคาวิ่งตอนไหน เห็นแท่งเทียนยาวๆ เกิดขึ้น

GBPUSD กับช่วงตลาด FOREX
ช่วงเวลาคาบเกี่ยว ตลาด Sydney, Tokyo, London, และ New York จะสังเกตว่าช่วงเวลาดังกล่าวกราฟจะมี Volume การเทรดมาก มีการสวิงตัวของกราฟ (Volatility) สูง

สิ่งส่งผลกระทบต่อ GBP/USD

นอกจากเรื่องของแต่ละช่วงตลาดที่ต้องดูเป็นตัวแรก สำหรับค่าเงิน GU แล้ว ยังต้องตามด้วยว่ามีปัจจัยอะไรบ้างที่มีผลกระทบที่ทำให้ราคาขึ้น หรือลงแรงๆ หลักๆก็เหมือนการเทรดค่าเงินทั่วๆไป

  • เป็นเรื่องของข้อมูลเศรษฐกิจ
  • หรือข่าวการเมือง
  • หรือเหตุการณ์สำคัญอื่นๆที่เกี่ยวข้องกับค่าเงินนั้นๆ GU เกี่ยวข้องกับค่าเงินอังกฤษ (GBP) และค่าเงินดอลลาร์ (USD) ของสหรัฐฯ ก็จะได้รับผลกระทบโดยตรงจากข้อมูลที่มาจาก 2 ค่าเงินนี้เป็นหลัก

เช่น การดูข่าวพวกนี้ได้จากเว็บ forexfactory ที่มีรายการข่าวแต่ละวันที่เกี่ยวข้องกับค่าเงินนั้นๆโดยตรง และยังให้ข้อมูลเรื่องของผลกระทบที่มีต่อค่าเงินนั้นๆ ในการที่จะเทรดด้วย ท่านก็เปิดดูรายการข่าวเป็นวันหรืออาทิตย์ก่อน หรือท่านอาจจะหาแหล่งที่มีการวิเคราะห์ประกอบข่าวเช่น  จาก investing.com หรือ forexlive.com หรือเว็บอื่นๆ ทำนองเดียวกันซึ่งในปัจจุบันมีเยอะมาก

GBP/USD กับการเทรดแบบ scalping

เพราะตลาด Forex นั้นเป็นตลาดใหญ่ โบรกเกอร์ต้องการให้เกิดการเทรดเพื่อจะได้รายได้จาก trading transactions ทั้งข่าวและข้อมูลพื้นฐานส่งผลต่อคู่เงิน เช่น อาจจะส่งผลระยะสั้น หรือช่วงมีการประกาศมักจะเกิด High Volatility (ความผันผวนสูง) และยังส่งผลตามมาอีก ทำให้เทรดเดอร์มีกลยุทธ์การเทรด ที่แตกต่างกันออกไป เช่น

  • เทรดข่าวเก็บสั้น (scalping) เพราะเรื่องของ High Volatility (ความผันผวนสูง) ที่เกิดขึ้น เน้นเข้าเร็วออกเร็ว หรือเทรดเพราะอ่านข้อมูล
  • หรือตัวเลขข้อมูลพื้นฐานทางเศรษฐกิจที่เกี่ยวข้องกับคู่เงินนั้นๆ แล้วถือ Oder เป็นระยะเวลานาน (Long Term Trading, การเทรดระยะยาว)
สิ่งส่งผลกระทบต่อ GBPUSD
ตารางข่าวจากเว็บ Forexfactory ส่วนที่วงไว้คือ ข่าวของ GBP และ USD ซึ่งมีผลต่อกราฟคู่เงิน GBPUSD (ปกติเราก็โฟกัสเฉพาะข่าวกล่องแดงและกล่องส้ม)

อัตราดอกเบี้ย ส่งผลกระทบต่อคู่เงิน GBP/USD อย่างไร ?

อัตราดอกเบี้ยเป็นหนึ่งในปัจจัยหลักที่มีผลกระทบต่อค่าเงินและคู่สกุลเงินในตลาด Forex โดยเฉพาะอย่างยิ่งสำหรับคู่ GBP/USD ที่เป็นหนึ่งในคู่สกุลเงินหลักที่ถูกซื้อขายเป็นอันดับ 3 ของโลก โดยจะมีรายละเอียดดังนี้

1. ความหมายและบทบาทของอัตราดอกเบี้ย: อัตราดอกเบี้ยเป็นเครื่องมือหลักที่ธนาคารกลางใช้เพื่อควบคุมเศรษฐกิจ การเปลี่ยนแปลงอัตราดอกเบี้ยสามารถส่งผลกระทบต่อการลงทุน, การบริโภค, และเงินเฟ้อ ซึ่งล้วนมีผลกระทบต่อค่าเงินทั้งสิ้น

2. ผลกระทบของการเปลี่ยนแปลงอัตราดอกเบี้ยต่อ GBP/USD:

  • เมื่อธนาคารกลางเพิ่มอัตราดอกเบี้ย ค่าเงินมักจะแข็งค่าเพราะผลตอบแทนจากการลงทุนในสินทรัพย์ที่เกี่ยวข้องกับเงินตรานั้นเพิ่มขึ้น
  • ในทางตรงกันข้าม เมื่ออัตราดอกเบี้ยลดลง ค่าเงินมักจะอ่อนค่าลง

3. ธนาคารกลางและนโยบายการเงิน: การประกาศตัวเลขต่างๆของธนาคารกลางสหราชอาณาจักร (Bank of England) และธนาคารกลางสหรัฐฯ (Federal Reserve) มีอิทธิพลอย่างมากต่อ GBP/USD การประกาศนโยบายการเงิน หรือการเพิ่มลดของอัตราดอกเบี้ย สามารถสร้างความเคลื่อนไหวของตลาดได้

4. กระแสเงินทุนจะไหลเข้าสู่ผลตอบแทนที่มากกว่า: 

  • เมื่อธนาคารประกาศขึ้นดอกเบี้ยของเงินปอนด์ GBP และธนาคารกลางของสหรัฐฯ ประกาศลดอัตราดอกเบี้ย ส่งผลให้คู่เงิน GBP/USD วิ่งขึ้น
  • ในทางกลับกัน ราคาจะวิ่งลง เมื่อดอกเบี้ยของ USD มากกว่า GBP
ผลของอัตราดอกเบี้ย GBP และ USD
การแข็งค่าของสกุลเงิน ส่งผลต่อการวิ่งของราคาด้วยหลักที่ว่า “กระแสเงินทุนจะไหลเข้าสู่ผลตอบแทนที่มากกว่า” โดยลักษณะของกราฟ GBP/USD เมื่อ GBP แข็งค่า กราฟจะวิ่งขึ้น; เมื่อ USD แข็งค่า กราฟจะวิ่งลง

ช่วงเวลาที่เหมาะสำหรับการเทรด GBP/USD

เมื่อเข้าใจช่วงตลาดเปิดที่เกี่ยวกับคู่เงินที่เทรด ในที่นี้คือ GU เกี่ยวกับทั้งสองตลาดหลักๆ ของการเงินโลก คือ

  1. ค่าเงินอังกฤษ GBP อยู่ในช่วงตลาดยุโรป (14.00-23.00 เวลาประเทศไทย)
  2. ตลาดอเมริกา 19.00-04.00

แล้วมองดูที่ชาร์ตว่าอะไรเกิดขึ้นเทียบกับช่วงเวลาอื่นที่ตลาดเปิดให้เทรด 24 ชั่วโมง

จะเห็นด้วยตัวเองว่าความผันผวนของตลาดเกิดขึ้นตอนไหน เมื่อท่านเทรดเป็นประจำ สิ่งหนึ่งที่สำคัญมาก เมื่อมองดูราคาแบบง่ายๆ คือความเร็วในการเคลื่อนไหวของราคา นั่นคือผลของความผันผวนที่เกิดขึ้นตอนที่ช่วงตลาดเปิด

ช่วงเวลาที่เหมาะสำหรับเทรด GBPUSD
ช่วงเวลาคาบเกี่ยว ตลาด Tokyo, London, และ New York จะเห็นได้ถึง Volatility (ความผันผวน) และ Volume ในการเทรดที่สูง เมื่อเทียบกับช่วงเวลาอื่น

ท่านจะเห็นสิ่งที่ชาร์ตบอกคือ เรื่องความผันผวนที่เกิดขึ้น เมื่อเปิดตลาดเทียบกับตลาดช่วงก่อน คือช่วง Tokyo (07.00-14.00) แต่พอตลาดยุโรปมา จะเห็นชาร์ตปลี่ยนแปลงชัดเจนเกิดขึ้นเพราะเรื่องของความผันผวนที่มาจากตลาดยุโรปมากกว่าตลาดช่วงแรก

บางเทรดเดอร์ เทรดเพราะความต่างช่วงเวลาที่เปิดตลาด เรียกว่า “London Breakout” เพราะเรื่องนี้ แต่พอตลาดอเมริกามาเปิดอีก ความผันผวนก็มากขึ้นอีกเพราะอีก 1 ตลาดการเงินโลกเปิดเพิ่ม ก็เลยกลายเป็นว่า ช่วงที่ตลาดทั้ง London และ New York เปิด หรือช่วงเวลาทับซ้อนกันเป็นช่วงเวลาที่น่าเทรดที่สุด

เคล็ดลับการเทรด GBP/USD เครดิต By CAT Invest Focus นาทีที่ 1:52-7:02

กลยุทธ์การเทรด GBP/USD – London Breakout

กลยุทธ์การเทรดก็จะต่างกันออกไป เมื่อเข้าใจช่วงตลาดเปิด และช่วงไหนที่มีความผันผวนมากสุด อย่างกลยุทธ์แรกที่ถือว่านิยมกันคือ “London Breakout”

  • เป็นการเน้นเทรดตอนตลาด London เปิด 1-3 ชั่วโมงแรก
  • ด้วยการเปรียบเทียบกับช่วงตลาดก่อน London เปิด กับเมื่อตลาด London เปิดมา
  • ถ้าราคาเบรคช่วงตลาดไปทางไหน ก็จะเน้นเทรดทางนั้น เพราะถือว่า “พลังของแนวโน้มโดยรวมจะยังคงทิศทางนั้นอยู่”
  • เมื่อราคาเกิด breakout เป็นหลักของวันนั้นๆ ของคู่เงินนี้ เทรนที่เกิดขึ้นอาจส่งผลไปต่อถึงช่วงตลาดอเมริกาเปิดอีกด้วย เหตุผลหลักที่เทรดเดอร์นิยมเทรด London Breakout เป็นเพราะเรื่องของ volatility พร้อมกับ price structure ที่เกิดขึ้นแต่ละวัน
กลยุทธ์การเทรด GBPUSD – London Breakout
การ Breakout ช่วงเวลาคาบเกี่ยวระหว่าง Tokyo และ London ซ้าย: Breakout ขาขึ้น ซึ่งจะส่งผลให้เป็นเทรนขาขึ้นต่อไป, ขวา: Breakout ขาลง ซึ่งจะส่งผลให้เป็นเทรนขาลงต่อไป

เทรด GBP/USD – Demand/Supply ด้วยการหา Imbalance 

การเทรดแนว demand/supply เป็นการเทรดด้วยการแกะรอยว่าขาใหญ่เปิดเทรดตรงไหน ก็จะสัมพันธ์กับตลาดเปิดด้วย เพราะ GU ก็จะมี Volatility เกิดขึ้นช่วงตลาดหลักๆเปิดพอดี อย่างที่อธิบายมาด้านบน สิ่งหนึ่งที่จะเห็นประจำ คือ imbalance ที่เกิดขึ้นระหว่างการสู้กันระหว่าง sell และ buy ออเดอร์ ในช่วงที่ 2 

  • โดยเฉพาะช่วงที่ตลาดคาบเกี่ยวกัน เมื่อ imbalance เกิดขึ้น
  • ส่วนมากจะเป็นการเข้าเทรดของขาใหญ่พื้นที่ตรงนั้น impulsive move (การที่ตลาดเคลื่อนไหวไปทางใดทางหนึ่ง อย่างเร็วและแรงในช่วงเวลาอันสั้น) ที่เกิดขึ้น
  • จะตามมาด้วย corrective move (ราคาค่อยๆเคลื่อนตัวไปหาราคาก่อนหน้า) เมื่อจบมักจะไปทางเดียวกันที่เกิด Impulsive move และวิ่งไปเยอะมากด้วยเพราะเรื่องของการมีส่วนร่วมจากขาใหญ่

ดังนั้น Base ของ demand/supply ที่เกิดในช่วงนี้ถ้าไม่กี่วัน จะทำให้ความเป็นไปได้ที่จะ Breakout เกิดขึ้นสูง หรือถ้าเป็นราคาเบรค demand/supply ก่อน ที่เกิดขึ้นช่วงนี้ก็จะมีผลเช่นกัน เพราะเป็นการเข้ามามีส่วนร่วมจากขาใหญ่

กลยุทธ์การเทรด GBPUSD – Demand/Supply ด้วยการหา Imbalance Forex
การ Breakout ของราคา (drop base drop และ rally base drop): จะเห็นว่าราคาจะย่อตัวหลัง Break out แล้วในช่วงที่ตลาดเปิดใหม่ๆ, จากนั้นราคามักจะไปต่อในทิศทางแนวโน้มเดิมที่เกิดการเบรกเอาท์ เช่น เบรกลง ก็จะย่อตัวขึ้นแล้วลงต่อ จนว่าจะถึงรอบต่อไปจึงอาจจะมีการเปลี่ยนเทรนด์หรือไปต่อก็ได้

จากภาพประกอบ ให้ดูสิ่งที่ราคาบอกว่าจริงหรือเปล่า จะเห็นว่า demand/supply หรือ swap level ที่เกิดขึ้นในช่วงตลาด Lodon และ New York โดยเฉพาะช่วงที่ 2 ตลาดเปิดพร้อมกัน หรือเป็นช่วงที่น่าเทรดที่สุดสำหรับคู่เงินนี้ เมื่อ supply/demand level เกิดขึ้นช่วงนี้ เมื่อราคากลับมาทดสอบจุดที่มีนัยยะครั้งแรก

กลยุทธ์การเทรด GBP/USD ด้วยการ Correlation

วิธีการเทรดด้วย Correlation (เทียบความสัมพันธ์ระหว่างกราฟที่เกี่ยวข้องกัน) ถือว่าเป็นการเทรดที่ง่าย เพราะเป็นการใช้ความสัมพันธ์ของค่าเงินที่เกิดขึ้นที่ชาร์ตอื่นมายืนยันกันเอง

  • การ correlaction จะนิยมคู่ GU กับ Dollar Index
  • ด้วยการเน้นดู price structure ที่เป็น impulsive move (การที่ตลาดเคลื่อนไหวไปทางใดทางหนึ่ง อย่างเร็วและแรงในช่วงเวลาอันสั้น) เป็นหลัก
  • เพราะบอกถึงการมีส่วนร่วมในการดันราคาไปทางนั้นๆ ด้วยของขาใหญ่ โดยต้องเป็นลักษณะเดียวกันแต่ต่างทิศทางกัน
  • Impulsive move ที่เป็นการยืนยัน ต้องมีการเอาชนะพื้นที่ตรงข้าม เห็นบาร์ยาวๆ ราคาสามารถปิดทางที่เกิด Impulsive move ได้ ไม่มีหางบาร์หรือมีน้อย และมีบาร์ไปทางเดียวกัน ยิ่งไม่มีการย่อตัวทับพื้นที่เดียวกันยิ่งดี
กลยุทธ์การเทรด GBPUSD ด้วยการ Correlation forex
การเทรดด้วย Correlation เน้นดู price structure ที่เป็น impulsive move เป็นหลัก ซ้าย: GU มี Impulsive move เกิดแนวต้าน (Supply zone) ที่แข็งแกร่ง ยืนยัน Correlation ด้วย ขวา: Dollar Index มี Impulsive move เกิดแนวรับ (Demand zone) ที่แข็งแกร่ง ทั้งสองฝั่งนี้เป็นไปในรูปแบบเดียวกันแต่เคลื่อนที่ในทิศทางตรงกันข้ามกัน 

จะเห็นว่า Dollar Index และ GU ต่างยืนยันกันและกัน บอกว่า demand ที่เกิดขึ้นที่ GU เป็นการเข้าเทรดจริง

วิธีการ correlation อีกแบบคือ ใช้คู่เงินที่มีค่าเงินเดียวกันมาประกอบเพื่อเป็นการยืนยันกันเอง อย่างกรณีของ GBP/USD ด้วยการดูชาร์ต

  • GBP/JPY
  • EUR/GBP
  • GBP/NZD
  • GBP/CHF
  • และ GBP/CAD

ประกอบการ ดูที่ impulsive move ที่เกิดขึ้นเป็นลักษณะเดียวกันหมด

* ก่อนที่ราคาจะย่อตัวลงมาจุดที่ตีเส้นแนวตั้ง แล้วเปิดเผยโอกาสการเทรดตามเทรนหรือตาม impulsive move ซึ่งการ correlation ในที่นี้เน้นไปที่การดูร่องรอยว่าเป็นการเข้าเทรดของขาใหญ่จริงหรือเปล่า ด้วยการใช้ชาร์ตเปรียบเทียบชาร์ตนั่นเอง

ทำให้การเทรดง่ายขึ้นด้วย Trading Sessions indicator

หากเพื่อน ๆ ต้องการเทรดด้วยเทคนิค Break out โดยอ้างอิงเวลาจาก London session ก็สามารถทำได้ง่าย ๆ เพียงแค่เราไปโหลด Indicator มาแล้วใช้งานมัน (คลิ๊กเพื่อโหลดฟรี) ซึ่งหลักการของ Indicator ตัวนี้เป็นการตีเส้นเวลา Time Zone ต่าง ๆ เช่น Tokyo session, London session, New York session เป็นต้น

วิธีการเทรดไม่ยากครับ เพียงทำตามขั้นตอนดังนี้

  1. ตีแนวรับ แนวต้าน โดยอิงราคาสูงสุด และ ต่ำสุด ในช่วง Time Zone ของ Tokyo session
  2. ตั้ง Pending Buy stop และ Sell stop เอาไว้ที่แนวรับ แนวต้าน โดยตั้ง Take profit สั้น ๆ และตั้ง Stop loss เอาไว้ต่ำกว่าแนวรับสำหรับไม้ buy ครับ
ตัวอย่างการเข้าซื้อขายด้วยเทคนิค Break out
ตัวอย่างการเข้าซื้อขายด้วยเทคนิค Break out ด้วย Trading Sessions indicator

สรุป

การเทรดคู่เงิน GBP/USD นั้นต้องอาศัยปัจจัยหลายอย่าง เช่น การดูข่าว การดูอัตราดอกเบี้ย แผนการเทรดนั้นสำคัญ หากเราจะเทรดให้อยู่รอดในตลาดได้นั้น ขั้นแรก “เราต้องรักษากำไรไว้ก่อน เมื่อเรารักษากำไรไว้ได้ระยะหนึ่งแล้ว ค่อยหาวิธีการทำกำไร”

เทรดเดอร์ต้องคำนึงถึงการจัดการเงินทุน และแผนการเข้า-ออก ออเดอร์เป็นหลัก การเทรดนั้น ต้องดูโครงสร้างของราคาเป็นหลักด้วย เพื่อที่จะหาจุดเข้า และจุดออกได้อย่างแม่นยำ อินดิเคเตอร์เป็นเพียงผู้ช่วย ทำให้เราเทรดได้ดียิ่งขึ้น หากเราทำตามระบบ มีวินัย ในการเทรด ไม่โอเวอร์เทรดจนเกินไป เราจะเป็นผู้ชนะในที่สุด 

ทีมงาน: forexthai.in.th

แสดงข้อคิดเห็น ให้กำลังใจ

comments